ราคาน้ำร่วงกว่า 30% ภายใน 2 เดือน! เกิดอะไรขึ้นมาหาคำตอบกัน
หากเปรียบเศรษฐกิจโลกเป็นละครบทหนึ่ง เวลานี้คงใกล้ถึงจุด Climax เต็มที ข่าวเศรษฐกิจมีเรื่องราวดราม่าชวนให้ติดตามและลุ้นระทึกแบบเจ็บจริงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หลังจากข่าวพักรบสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนเป็นระยะเวลา 90 วัน ฝั่งตะวันออกกลางเองก็มีเรื่องชวนให้เราเซอร์ไพรซ์ เมื่อการ์ต้าประกาศลาออกจากกลุ่ม OPEC พร้อมให้เหตุผลอยากมุ่งผลิตก๊าซธรรมชาติมากกว่า

เหตุการณ์นี้ (The Oil Crash) มีตื้นลึกหนาบางอย่างไร และเกี่ยวโยงกับความสัมพันธ์ร้อนระอุระหว่างการ์ต้ากับซาอุดิอาระเบียบหรือไม่? การประชุม OPEC ที่กำลังมาถึงในอีกไม่ช้าจะดุเดือดเลือดข้นขนาดไหน? ระหว่างรอติดตามผลลัพธ์การประชุม เรามาทำความรู้จักวงการน้ำมันให้มากขึ้นกันก่อนค่ะ

น้ำมันเป็นสินค้าที่มีบทบาททางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ราคาน้ำมันโลกขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานตามหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน เมื่อเศรษฐกิจขยายตัว การใช้น้ำมันเพิ่ม ราคาน้ำมันก็สูงขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อเศรษฐกิจซบเซา การใช้น้ำมันน้อย ราคาก็ลด แต่ความพิเศษของน้ำมันมีมากกว่านั้น เพราะปัจจัยที่ส่งผลต่ออุปสงค์และอุปทานมีหลายเรื่อง เราได้สรุป 4 เรื่องใหญ่ที่เป็นปัจจัยหลักๆ มาให้ ดังนี้ค่ะ

เรื่องแรก การเมืองระดับโลก คนที่มีน้ำมันคือคนที่กุมอำนาจค่ะ ฝั่งตะวันออกกลางเป็นแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ ชาติที่ผลิตน้ำมัน 15 ชาติเลยจับมือกันเป็น The Organisation of the Petroleum Exporting Countries (OPEC) เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและควบคุมการผลิตน้ำมันของโลก กลุ่ม OPEC มีพี่ใหญ่อย่างซาอุดิอาราเบียเป็นหัวเรือหลัก ปกติข่าวความสัมพันธ์ของประเทศสมาชิกที่ผลิตน้ำมันส่งผลต่อราคาน้ำมันไม่มากก็น้อย เมื่อเกิดสงครามระหว่างชาติสมาชิก OPEC ราคาน้ำมันชอบดีดตัวขึ้นค่ะ ยกตัวอย่าง สงครามระหว่างอิรักและอิหร่านตอนปี 2003 ตอนนั้นทั้งคู่จ้องทำลายแหล่งน้ำมันของฝ่ายตรงข้าม ส่งผลให้ปริมาณการผลิตน้ำมันน้อยลงกว่า 2 ล้านบาร์เรล จนทำให้ราคาน้ำมันพุ่งเกือบแตะ 40 ดอลล่าร์ต่อบาร์เรล เป็นต้น

นอกจากความสัมพันธ์ระหว่างชาติที่ผลิตน้ำมันแล้ว ชาติที่เป็นทางผ่านส่งต่อน้ำมันก็สำคัญไม่แพ้กัน จุดยุทธศาสตร์ส่งต่อน้ำมันสำคัญของตะวันออกกลางไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วโลกมีทั้งหมด 3 จุดด้วยกันค่ะ ได้แก่ Hormuz (ประเทศอิหร่าน), Mandab (ประเทศเอธิโอเปีย) และคลอง Suez (ประเทศอียิปต์) นอกจากไม่ควรตีกันเองแล้ว ชาติอาหรับไม่ควรตีกับประเทศทางผ่านเช่นกัน เพราะผลออกมามักจะจบไม่สวยเท่าไหร่เลย

เรื่องที่สอง การตัดสินใจของกลุ่ม OPEC ปกติเมื่อน้ำมันมีแนวโน้มราคากำลังตก  (Oil Crash) ทางกลุ่ม OPEC จะตัดสินใจลดกำลังการผลิตเพื่อควบคุมไม่ให้ปริมาณน้ำมันเยอะเกินไป ราคาจะได้ไม่ตก ดังนั้นการลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC จึงส่งผลต่อราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตามปัจจุบัน นอกจากกลุ่ม OPEC มีกลุ่มผลิตน้ำมันดิบจากหินน้ำมัน (Shale Oil) ของอเมริกาและรัสเซียซึ่งคานอำนาจอยู่

เรื่องที่สาม เทคโนโลยี ยิ่งเทคโนโลยีขุดเจาะและขนส่งน้ำมันทันสมัยขึ้น ต้นทุนการผลิตน้ำมันก็ถูกลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันลดต่ำลงตามไปด้วย ในปี 2014 วิกฤตราคาน้ำมันครั้งใหญ่ น้ำมันตกลงกว่า 44% ต้นเหตุเกิดจาก ก่อนหน้านั้นน้ำมันมีราคาสูงอย่างยาวนาน สหรัฐอเมริกาเลยออกกฎหมายให้ใช้พลังงานทดแทนอย่างเอเธอนอล ส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำมันกลับลดลง 12% แต่เศรษฐกิจอเมริกาได้เติบโตกว่า 10% นอกจากนั้นอเมริกาและแคนนาดาได้เริ่มผลิตน้ำมันของตัวเอง ยิ่งทำให้ราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มถูกลง เพราะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจากสองประเทศนี้

การประชุม OPEC ในปีนั้นมี 2 ทิศทาง คือ กลุ่ม OPEC จะร่วมกันลดกำลังการผลิต หรือเดินหน้าผลิตเต็มสูบเหมือนเดิม ซึ่งพี่ใหญ่อย่างซาอุดิอาราเบียวางกลยุทธ์เดินกำลังผลิตเต็มทีไม่กลัวราคาน้ำมันตก เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับแหล่งผลิตน้ำมันแหล่งอื่น ตะวันออกกลางมีต้นทุนถูกที่สุด เนื่องจากแหล่งน้ำมันดิบอยู่บนพื้นผิวทำให้ไม่ต้องขุดเจาะลึก อีกทั้งยังดำเนินกิจการโดยรัฐบาลทำให้ไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวได้ทำลายกลุ่มบริษัทที่ผลิต Shale Oil ทางภาคใต้ของอเมริกาพังพินาศ แต่อย่างไรก็ตามมีบริษัทที่ผลิต Shale Oil บางกลุ่มเป็นแมวเก้าชีวิต สามารถวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีจนสามารถผลิตน้ำมันดิบจากหินได้ในต้นทุนต่ำมากๆ จนอยู่รอดปลอดภัยในที่สุด

เรื่องที่สี่ ภัยธรรมชาติ เมื่อมีเหตุการณ์ร้ายทางธรรมชาติเกิดขึ้นในแหล่งผลิตน้ำมันทั่วโลกก็จะเสียวสันหลังหน่อย เพราะการผลิตน้ำมันลดลง น้ำมันราคาแพงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ปี 2008 ทางภาคใต้ของสหรัฐอเมริกาโดนเฮอริเคนถล่มส่งผลให้การผลิตน้ำมันลดลง 19% เป็นต้น

ปัจจุบันน้ำมันราคา 50 ดอลล่าร์กว่าๆ ต่อบาร์เรล เท่าที่ดูท่าทีของ OPEC มีแนวโน้มลดกำลังการผลิต เพราะ GDP ของกลุ่มประเทศ OPEC ต้องพึ่งพาการส่งออกน้ำมันเป็นหลัก หากน้ำมันราคาถูกย่อมกระทบต่อรายได้ของรัฐ แต่เกมนี้ไม่ง่ายเหมือนทุกครั้งเพราะไม่ใช่แค่ OPEC ที่มีอำนาจอีกต่อไป เพราะทั้งสหรัฐฯ และรัสเซียเองก็ได้มาเป็นผู้เล่นในเกมนี้แล้วเช่นกัน แถมกลุ่มผลิต Shale Oil ของอเมริกาก็เตรียมกำลังผลิตอย่างเต็มที่ นอกจากนั้นยังมีนวัตกรรมใส่สารเคมีเพื่อช่วยให้การส่งน้ำมันผ่านท่อรวดเร็วขึ้นด้วย

ฉะนั้นสุดท้ายพวกเราต้องรอลุ้นกันว่ากลุ่ม OPEC โดยเฉพาะพี่ใหญ่อย่างซาอุจะแก้เกมครั้งนี้ยังไง แล้วความผันผวนของราคาน้ำมันจะกระทบกับตลาดอื่นๆ อย่างตลาดคริปโตของเรามากน้อยแค่ไหน ต้องรอติดตามดูกันค่ะ

Leave a comment