ในขณะที่โลกเรากำลังมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามามากมาย AI ถือเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ได้เข้ามามีบทบาทแล้วในชีวิตประจำวันของเราไม่ว่าจะเป็นระบบจดจำใบหน้า, ระบบคำสั่งเสียงต่างๆ หรือแม้แต่ระบบ E-commerce อย่างที่ทราบกันดีว่าการทำงานนั้นจำเป็นที่จะต้องใช้ข้อมูลในปริมาณที่มากเพื่อทำให้ AI ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยข้อมูลจำนวนมากนี้สิ่งที่ตามมาก็คือระบบประมวณผลที่มีความสามารถมากพอที่จะคำนวณข้อมูลอันมหาศาลเหล่านี้ได้ บริษัทที่ทำเกี่ยวกับด้าน AI ส่วนมากจึงทุ่มงบประมาณถึง 10-30% ของงบประมาณทั้งหมดเพื่อให้ได้มาซึ่งระบบประมวลผมขนาดใหญ่นี้ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงค่า Maintenance ของ Hardware ต่างๆซึ่งค่อนข้างจะมีราคาแพง นี่จึงถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาหลักที่บริษัทด้าน AI จะต้องพบเจอ

แล้ว Blockchain จะช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร

ทีมของ DeepBrain Chain จึงเกิดไอเดียที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้โดยการสร้าง Platform ขึ้นมาบนระบบ Blockchain ซึ่ง Platform นี้จะทำหน้าที่เป็น Decentralized Cloud Computing Platform ขนาดใหญ่ ที่จะนำระบบประมวลผลย่อยๆ ของผู้ที่อยู่ใน Platform (หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งก็คือ Node หลายๆ Node ใน Platform) มารวมกันจนเป็นระบบประมวลผลขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายที่ถูกลงถึง 70% เมื่อเทียบกับการติดตั้งระบบประมวลผลด้วยตัวเอง ถ้าจะเปรียบให้เห็นภาพ Node ต่างๆ ก็เหมือน Miner ในระบบของ Bitcoin ที่ใช้กำลัง GPU ของแต่ละคนทำการ Verify Transaction แต่สิ่งที่ DeepBrain Chain ทำอยู่นั่นก็คือการนำกำลัง GPU ของ Node นั้นๆ มาประมวลผลให้กับผู้พัฒนาที่จะนำ Data หรือ Algorithm ของตัวเองมารันบน DeepBrain Chain Platform ซึ่ง Node แต่ละ Node นั้นก็จะได้สิ่งตอบแทนเป็น Token ชื่อว่า DBC ซึ่งเป็น Token ที่ออกโดย DeepBrain Chain เอง และผู้ที่นำ Model หรือ Data ต่างๆ มารันบนระบบก็จะต้องจ่ายค่าทำเนียมเป็นเหรียญ DBC ด้วยเหมือนกัน ทำให้ Ecosystem นี้เอื้อให้ทั้งผู้ที่ใช้งาน และ Node สามารถได้ผลประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่

สิ่งที่ผู้ใช้จะได้ประโยชน์จาก Platform นี้ก็คือ :

  • ประหยัดต้นทุน 

จุดประสงค์หลักของ DeepBrain Chain คือการแก้ปัญหาต้นทุนที่สูงมากจากการประมวลผลประสิทธิภาพสูง ด้วยตัว Model ของ DeepBrain Chain ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงระบบประมวลผลได้ด้วยต้นทุนที่น้อยลง

  • ช่วยปกปิด data ให้กับ ผู้ที่นำ data มารันบนระบบ 

DeepBrain Chain นั้นจะทำหน้าที่เป็นคนที่จะช่วยปกปิดข้อมูลเหล่านี้ให้ไม่ให้ออกสู่สาธารณะโดยทำการเข้ารหัสข้อมูลของผู้ใช่แต่ละคน แต่อย่างไรก็ตามผู้ใช้ก็มีสิทธิเลือกถ้าอยากต้องการที่จะเผยแพร่ข้อมูลของตัวเอง

  • ระบบสามารถยืดหยุ่นได้เมื่อมีผู้ใช้งานในปริมาณมาก

ในเวลาที่มีผู้ใช้งานหลายๆ คนมีความต้องการมากๆ พร้อมๆ กันหลายคน ระบบของ DeepBrain Chain จะทำการเปิดใช้ Node สำรองที่ไม่ได้ถูกใช้งานอยู่ตั้งแต่แรกเพื่อทำการ Load Balancing 

  • Automatic Maintenance

เมื่อมี Nodeใด Node หนึ่งที่ไม่สามารถทำงานได้ ระบบของ DeepBrain Chain จะทำการเตือนและลบ Node นั้นออกจากระบบในขณะเดียวกันก็จะเพิ่ม nodeใหม่เข้ามาทันที เพื่อรักษาประสิทธิภาพโดยรวมให้มั่นคงที่สุด
สำหรับคนที่สนใจโปรเจคนี้มาสารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์ : https://www.deepbrainchain.org/Telegram: https://t.me/CryptonistOfficialTwitter: @Cryptonist_THFacebook: CryptonistOfficial

Leave a comment