เศรษฐกิจโลกจะ ‘ล่ม’ หรือ ‘รอด’

หากติดตามข่าวเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เราจะเริ่มจับสัญญานอันตรายที่จะทำให้ World Economic ปี 2019 เป็นปีที่ท้าทายและปราบเซียนนักลงทุนแน่นอน สื่อหลายสำนักฟันธงกันว่าปีนี้ทิศทางเศรษฐกิจชะลอตัว แต่จะหนักหน่วงถึงขั้นเกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือไม่ ยังไม่มีใครกล้าชี้ชัด หลักๆ วันนี้ใครอยากเตรียมตัวรับมือ ลองอ่านสัญญาณที่ส่งผลเศรษฐกิจโลก เพื่อวางแผนรับมือกันได้ทันค่ะ

ธนาคารโลกคาดเศรษฐกิจไม่โต
Global Weakening: ธนาคารโลกปรับลดประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจาก 3.0% เหลือ 1.6 ประเทศจีนเองก็ปรับลดจาก 6.5% เหลือ 6.2% ยุโรปปรับลดจาก 2.9% เหลือ 2.6% อเมริกายังคงตัวเลขเดิมที่ 2.5% ขณะเดียวกันบริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัทก็ปรับลดคาดการณ์กำไร

ดอกเบี้ยขึ้นหนักไม่พักเสียที
FED Interest Rate: ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (FED) เริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ปลายปี 2016 การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ส่งผลให้สภาพคล่องของตลาดลดลง และต้นทุนของบริษัทสูงขึ้น เนื่องจากบริษัทที่กู้หนี้จะต้องเสียดอกเบี้ยมากขึ้นทำให้กำไรของบริษัทลดลง ประชาชนที่ใช้เครดิตเงินกู้ประเภทต่างๆ ได้รับผลกระทบ ล่าสุด FED จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25%

จีนหนี้ท่วมหัว
Debt/GDP: สัดส่วนหนี้ต่อมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของจีนอยู่ที่ 300% แซงหน้าอเมริกาและญี่ปุ่นที่มีหนี้ต่อ GDP ที่ 105% และ 253% ตามลำดับ ในขณะที่หนี้ต่อ GDP ของไทยอยู่ที่ 40% ในหนี้ก้อนมหาศาลนี้ ส่วนมากรัฐบาลจีนใช้ลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐานซึ่งบางส่วนก็ช่วยสร้างรายได้เพิ่ม แต่หนี้หลายส่วนแทบไม่สร้างรายได้ เราจะเห็นตัวอย่างเมืองร้างหลายๆ เมืองในประเทศจีนที่มีสิ่งปลูกสร้างสวยงามแต่ไร้เงาผู้อาศัย และเมื่อรัฐบาลเริ่มรัดเข็มขัดเพื่อรับมือกับหนี้ โครงการปลูกสร้างต่างๆ ก็น้อยลง บริษัทต่างๆ มีรายได้น้อยลง ทำให้คนจีนรายได้น้อยลงไปด้วย เมื่อรายได้น้อยลง ก็ส่งผลให้การใช้จ่ายภายในของจีนลดลง และเนื่องจากจีนเป็นผู้ซื้อยักษ์ใหญ่ของโลก หากเศรษฐกิจจีนเซ ประเทศที่ส่งออกไปจีนก็เซเช่นเดียวกัน ต้องมาลุ้นกันว่ารัฐบาลจีนจะรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างไร

สงครามการค้าจีนอเมริกาอ่วมทั้งคู่
Trade War: เมื่อนำ GDP ของจีนและอเมริกามาร่วมกัน จะคิดเป็น 40% ของ GDP ของเศรษฐกิจโลก หากเศรษฐกิจของ 2 ประเทศนี้ชะลอตัว เศรษฐกิจโลกย่อมเติบโตได้ยาก ซึ่งสงครามการค้าที่แข่งกันตั้งกำแพงภาษีกีดกันสินค้าของฝ่ายตรงข้ามระหว่างจีนและอเมริกาส่งผลให้เศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศได้รับผลกระทบและชะลอตัวไปมาก เราหวังว่าผู้นำของทั้งสองประเทศจะยอมประนีประนอมและบรรลุข้อตกลงทางการค้ากันได้ หากไม่ได้ สถานการณ์เศรษฐกิจโลกก็จะยิ่งแย่ลงแน่นอน

สหราชอาณาจักรจะอยู่หรือจะไป
Brexit: หลังจากชาวอังกฤษลงประชามติจะแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป สภาฯ ของอังกฤษได้ออกกฎหมายให้การแยกตัวมีผลเกิดขึ้นในวันที่ 29 มีนาคม 2019 นี้ ซึ่งอังกฤษต้องตัดสินใจว่าจะออกจากสหภาพยุโรปด้วยข้อตกลงอะไร โดยตอนนี้มี

3 ตัวเลือก คือ

1. ความตกลงรูปแบบนอร์เวย์ (Norway Model) คืออยู่ในเขตเศรษฐกิจยุโรปอยู่ แต่ต้องทำตามกฎบางอย่าง เช่น ไม่มีอำนาจเด็ดขาดในการควบคุมประชากรยุโรปในการเข้าออกประเทศ

2. ความตกลงรูปแบบแคนาดา ยังคงค้าขายเสรีกับสหภาพยุโรปได้แต่มีภาษีเพิ่ม

3. ออกแบบมือเปล่า (No Deal Plan) ไม่มีข้อตกลงอะไร ซึ่งรูปแบบนี้จะส่งผลต่อสหราชอาณาจักรในทางลบมากที่สุด

คาดการณ์ว่า GDP ของสหราชอาณาจักรจะลด 0.2% การค้าระหว่างสหราชอาณาจักรกับสหภาพยุโรปจะลดลงเนื่องจากกำแพงภาษี และกระทบกับรายได้การส่งออกของสหราชอาณาจักรรุนแรง เนื่องจากสหราชอาณาพึ่งพาการส่งออกจากสหภาพยุโรป นอกจากนั้นเงินปอนด์จะอ่อนค่า ข้าวของราคาแพง และอาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจภายในสหราชอาณาจักร และเนื่องจาก GDP ของสหราชอาณาจักรคิดเป็นอันดับ 5 ของโลก จึงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะประเทศคู่ค้า

ตราสารหนี้กลับหัว

Inverted Bond Yield: ในอดีตการกลับตัวของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเป็นการส่งสัญญาณของภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ได้แม่นยำ โดยการกลับตัวหมายถึงสภาวะที่ผลตอบแทนของพันธบัตรระยะสั้นให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรระยะยาว

เมื่อเศรษฐกิจโลกมีปัญหา สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงจะโดนผลกระทบเป็นอันดับแรก ดังนั้นพวกเราที่ลงทุนในตลาด FX หรือ เทรด Forex จึงควรระมัดระวังใน World Economic 2019 ค่ะ สุดท้าย ขอให้ทุกคนเตรียมตัว เตรียมใจ และมีสติรับมือกับปัญหานะคะ
อ้างอิง

– https://tradingeconomics.com/country…/government-debt-to-gdp
– https://foreignpolicy.com/…/infographic-heres-how-the-glob…/
– https://www.politico.eu/…/how-no-deal-brexit-would-hit-uk-…

Leave a comment